สารจากโฆษก สพฐ. ฉบับที่ ๓/๒๕๕๘

April 21, 2015 4:36 am Uncategorized

.          สวัสดีครับ ท่านผู้สนใจข่าวคราวความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการศึกษาทุกท่านครับ ช่วงนี้เป็นช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อน ทุกท่านคงมีกิจกรรมแตกต่างกันไปตามบทบาทหน้าที่ที่มีอยู่ ผู้บริหารสถานศึกษา และคุณครูคงยุ่งอยู่กับเรื่องการรับนักเรียน การจัดทำแผนปฏิบัติการประจำปี ๒๕๕๘ การจัดกิจกรรมสำหรับนักเรียน การเข้ารับการอบรม และคงได้หยุดพักผ่อนบ้างเล็กน้อย สำหรับพี่น้องชาวสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและ สพฐ.ก็ทำงานตามปกติ อย่างไรก็ตามช่วงนี้ก็มีวันหยุดหลายวันเหมือนกัน มาดูความเคลื่อนไหวทางการศึกษากันดีกว่าครับ

             ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมามีข่าวที่คนในวงการศึกษารู้สึกตื่นเต้นอยู่ ๓ เรื่อง

เรื่องแรก คสช.มีคำสั่งที่ ๖/๒๕๕๘ ปรับเปลี่ยนตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง ระดับ ๑๐-๑๑ ของกระทรวงศึกษาธิการถึง ๖ ตำแหน่ง ซึ่งมีผลตั้งแต่ ๑๗ เมษายน ๒๕๕๘  ทุกท่านคงทราบแล้วว่าใครย้ายไปตรงไหนบ้าง บอกอีกครั้งก็ได้ครับ
นางสุทธศรี วงศ์สมาน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็น เลขาธิการสภาการศึกษา
นพ.กำจร ตติยกวี เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา เป็น ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
นายพินิติ  รตะนานุกูล เลขาธิการสภาการศึกษา เป็น เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา
นายบัณฑิต ศรีพุทธางกูล เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เป็นผู้ตรวจราชการ
นายอดินันท์ ปากบารา   ผู้ตรวจราชการ เป็นเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน
นางรัตนา ศรีเหรัญ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็น เลขาธิการคณะกรรมการครูและบุคลากรทางการศึกษา

เรื่องที่สอง คสช.มีคำสั่งที่ ๗/๒๕๕๘ ยุติบทบาท คุรุสภา และ สกสค.ไว้ เพื่อให้มีการจัดระเบียบในบางเรื่องของสองหน่วยงานนี้

เรื่องที่สาม ก็คือ ขณะนี้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของเราได้ยกร่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว สปช.จะเปิดอภิปรายแสดงความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าว ช่วง ๒๐-๒๖ เมษายนนี้ ลองมาดูในส่วนของการศึกษากันดีไหมครับ ซึ่งกำหนดไว้ในมาตรา ๒๘๖ สรุปได้ ดังนี้
๑)  ให้มีการกระจายอำนาจการศึกษา จากผู้จัดการศึกษา เป็น ผู้จัดให้มีการศึกษา ให้อิสระสถานศึกษาเพิ่มมากขึ้น และส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน
๒)  จัดสรรค่าใช้จ่ายรายหัวแก่ผู้เรียนโดยตรง อย่างเหมาะสม พอเพียงตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย
๓)  ปรับปรุงระบบการพัฒนาเด็กปฐมวัย
๔)  ปรับปรุงการอาชีวศึกษาให้ผลิต/พัฒนากำลังคนได้ตรงตามความต้องการ
๕)  ปรับปรุงระบบอุดมศึกษาให้ผู้จบการศึกษามีศักยภาพในการแข่งขันและรับใช้สังคมมากขึ้น
๖)  พัฒนาระบบการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้และทักษะที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน
๗)  ปรับปรุงระบบการพัฒนาและประเมินครู อาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา
๘)  พัฒนาระบบธรรมาภิบาลในวงการศึกษา
๙)  ปรับปรุงระบบการทดสอบและประเมินผลทางการศึกษา
๑๐) ปรับปรุงโครงสร้างการบริหารการศึกษา
๑๑) ปรับปรุงสภาวิชาชีพในการรับรองหลักสูตร
๑๒) จัดทำประมวลกฎหมายทางการศึกษา

          เพื่อให้การปฏิรูปการศึกษาดำเนินไปอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง จึงให้มีคณะกรรมการนโยบายการศึกษาและพัฒนามนุษย์แห่งชาติ ซึ่งอยู่ในกำกับของนายกรัฐมนตรี (ซูเปอร์บอร์ด) ภายใน ๑ ปี นับตั้งแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ คณะกรรมการชุดนี้มีหน้าที่กำหนดนโยบายทางการศึกษา จัดทำแผนยุทธศาสตร์ กลั่นกรองการจัดสรรงบประมาณและปรับปรุงกฎหมายที่จำเป็น
หากท่านต้องการศึกษารายละเอียดร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ก็ศึกษาได้จาก www.parliament.go.th/draftconstitution นะครับ และถึงแม้ว่าขณะนี้ยังไม่มีซูเปอร์บอร์ดทางการศึกษาตามร่างรัฐธรรมนูญก็ตาม ท่านนายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้งซูเปอร์บอร์ดทางการศึกษาขึ้นมาชุดหนึ่งเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งเรียกว่าคณะกรรมการนโยบายและพัฒนาการศึกษา ประกอบด้วย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายยงยุทธ์ ยุทธวงศ์ พลเรือเอกณรงค์ พิพัฒนาศัย นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ นายกฤษณพงศ์ กีรติกร พลเอกสุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ นายแพทย์ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ นายแพทย์กำจร ตติยกวี  นายทวีศักดิ์ กออนันตกุล เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งจากการประชุมรอบแรกของคณะกรรมการชุดนี้ ก็ได้กำหนดเป้าหมายทางการศึกษาขั้นต่ำ ๖ ประการ คือ
๑) นักเรียนที่จบชั้น ป.๑ ต้องอ่านออกเขียนได้
๒) นักเรียนระดับมัธยมศึกษาต้องเรียนวิชาชีพพื้นฐาน
๓) การผลิตกำลังคนด้านวิชาชีพต้องตรงและพอเพียงต่อความต้องการ
๔) สร้างงานวิจัยและพัฒนาให้มากขึ้นในระดับอุดมศึกษา และส่งเสริมให้มีการนำผลการวิจัยไปใช้
๕) พัฒนาผู้เรียนให้มีความสามารถและทักษะในการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร
๖) ผลิตและพัฒนาให้ครูเป็นครูที่ดีและเก่งในการประกอบวิชาชีพ

.          ผมคิดว่า เป้าหมายขั้นต้นที่ซูเปอร์บอร์ดทางการศึกษากำหนดมานี้ไม่ใช่เรื่องยากที่จะดำเนินการให้สำเร็จได้ คงพอแค่นี้ก่อนนะครับ ฉบับนี้พูดเฉพาะเรื่องรอบๆ ตัวเรา ฉบับหน้าจะพูดเรื่องของ สพฐ. ที่เชื่อมโยงกับเรื่องราวที่ผมเล่าให้ฟังในฉบับนี้ครับ                  

 

 

                                                                   ดร.รังสรรค์  มณีเล็ก

                                                                      รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน