สารจากโฆษก สพฐ. ฉบับที่ ๒/๒๕๕๘

April 16, 2015 2:57 am Uncategorized

สวัสดีครับ ท่านผู้สนใจข่าวคราวความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการศึกษาทุกท่านครับ หวังว่า ทุกท่านคงได้มีโอกาสทำบุญไหว้พระ รดน้ำขอพรจากญาติผู้ใหญ่ ตลอดจนสนุกสุขสันต์วันสงกรานต์กับญาติพี่น้องและเพื่อนพ้องกันถ้วนหน้า นับเป็นประเพณีไทยที่ดีงามสมควรอนุรักษ์ไว้ตลอดไป หันกลับมาแวดวงการศึกษากันบ้างดีกว่าครับ

๑. การปฏิรูปการศึกษาขั้นพื้นฐาน
สารฉบับที่ ๑/๒๕๕๘ ผมได้เล่าให้ฟังไปแล้วว่าการเปลี่ยนแปลงการทางการศึกษาจะเกิดขึ้นสามเรื่องอย่างแน่นอน คือ การปฏิรูปการเรียนรู้ของผู้เรียน การปฏิรูปการบริหารจัดการ การปฏิรูปทรัพยากรและการลงทุนเพื่อการศึกษา สารฉบับนี้ขอขยายความเรื่องการปฏิรูปการเรียนรู้ก่อนนะครับ เมื่อพูดถึงการปฏิรูปการเรียนรู้ก็คงหนีไม่พ้นเรื่อง หลักสูตร การเรียนการสอน การวัดและประเมินผล สื่อเทคโนโลยี แหล่งเรียนรู้ โดยจุดเริ่มต้นที่สำคัญคือ ตัวผู้เรียน ยุคนี้เราต้องการให้ผู้เรียนมีลักษณะอย่างไร ดีแค่ไหน เก่งแค่ไหน ถึงจะอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข มีศักยภาพเพียงพอที่จะแข่งขันกับผู้อื่นได้ ภาพแห่งความสำเร็จนี้จะต้องเป็นภาพเดียวกันระหว่างผู้กำหนดนโยบาย และผู้นำนโยบายไปปฏิบัติ โดยต้องกำหนดไว้อย่างชัดเจนในมาตรฐานการเรียนรู้ สำหรับการพัฒนาผู้เรียนให้เป็นไปตามที่คาดหวังนั้นคงเกี่ยวข้องหลายฝ่าย แต่ที่สำคัญที่สุด คือ พ่อแม่และครู เพราะเด็กอยู่ที่บ้าน ๑๖ ชั่วโมง อยู่ที่โรงเรียน ๘ ชั่วโมง ไม่นับวันหยุดเรียน ซึ่งเด็กอยู่ที่บ้าน ๒๔ ชั่วโมง ทุกคนต้องมีความเชื่อว่าผู้เรียนแต่ละคนมีความแตกต่างกัน แต่สามารถที่จะเรียนรู้ได้เท่ากันทุกเรื่อง หากให้เวลาที่เพียงพอ ใช้วิธีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ดี ใช้สื่อ เทคโนโลยีและแหล่งเรียนรู้ที่เหมาะสมและตรงกับจริตของผู้เรียนแต่ละคน หากเราเชื่อแบบนี้แล้ว เราก็จะเห็นกิจกรรมการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นอย่างหลากหลาย ทั้งในและนอกห้องเรียน เรียนรู้จากครู จากเพื่อน หรือจากสื่อต่างๆด้วยตนเอง เรียนจากชีวิตจริง จากปัญหาจริงที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ความรู้ ทักษะและประสบการณ์ที่ผู้เรียนได้รับ จะเป็นความรู้ ทักษะและประสบการณ์ที่มีความหมายต่อการดำรงชีวิตของผู้เรียน เมื่อเปลี่ยนวิธีการเรียนรู้ไปแล้ว วิธีการวัดและการประเมินผลจำเป็นต้องเปลี่ยนตามไปด้วย ตลอดจนวิธีการคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นต้องมีความสัมพันธ์กันด้วย พูดมาถึงช่วงนี้ ท่านผู้อ่านคงพอมองเห็นภาพนะครับ ว่าเด็กของเราจะต้องได้รับการพัฒนาด้วยรูปแบบที่เปลี่ยนไปจากเดิม จะเป็นเช่นนี้ได้ พ่อแม่ต้องเปลี่ยนวิธีการเลี้ยงลูก ครูต้องเปลี่ยนวิธีการสอน วิธีการและเนื้อหาในการพัฒนาครูต้องเปลี่ยนไปจากเดิม หลักสูตรการผลิตครูของคณะศึกษาศาสตร์ ครุศาสตร์ต้องเปลี่ยน ระบบการจูงใจในการปฏิบัติงานต้องเปลี่ยน การบริหารจัดการต้องเปลี่ยน การลงทุนทางการศึกษาต้องเปลี่ยน การศึกษาต้องเป็นเรื่องของทุกคน ทุกสถานที่ ทุกเวลา


๒. โครงการเรียนร่วมหลักสูตร ปวช. – มัธยมศึกษาปีที่ ๖
ปัจจุบัน สัดส่วนนักเรียนที่เรียนต่อในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย สายสามัญ : สายอาชีพ ประมาณ ๖๐ : ๔๐ นอกจากนั้น ผู้ที่จบ ปวช.จำนวนหนึ่งก็เรียนในสาขาที่ไม่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน ตลอดจนไม่สามารถเป็นผู้ประกอบการได้เอง ดังนั้น จึงก่อให้เกิดวิกฤติปัญหาแรงงานช่างฝีมือและกึ่งฝีมือในปัจจุบัน ประกอบกับอนาคตอันใกล้นี้ ประเทศไทยเราจะมีโครงการขนาดใหญ่ เช่น โครงการรถไฟรางคู่ การเปิดประเทศเข้าสู่อาเซียน การเปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดน เป็นต้น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนับเป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้ปรับทิศทางในการจัดการศึกษา ด้วยเหตุนี้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการจึงได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาจัดทำโครงการนี้ขึ้นมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มปริมาณผู้เรียนสายอาชีพที่ตรงตามความต้องการของตลาดแรงงาน เมื่อนักเรียนเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นแล้วสามารถเรียนต่อได้สองหลักสูตรพร้อมกัน ซึ่งเมื่อจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายแล้ว ก็จะได้ทั้งวุฒิ ม.๖ และวุฒิ ปวช. สามารถออกไปทำงาน หรือเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาได้ ขณะนี้เป็นช่วงการทบทวนหลักสูตร รูปแบบการจัดการเรียนการสอน การสร้างเครือข่ายระหว่างสถานศึกษาของทั้งสองสังกัด การเตรียมการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมสำหรับเป็นค่าวัสดุฝึก และค่าดำเนินการ โดยตั้งเป้าหมายว่าในปีการศึกษา ๒๕๕๘ นี้ จะมีนักเรียนเข้าโครงการนี้ประมาณ ๓๐,๐๐๐ คน อนึ่ง ปัจจุบันนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐ่านและสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาก็ได้ดำเนินโครงการนี้อยู่แล้วตั้งแต่ ปี ๒๕๕๐ ขณะนี้มีโรงเรียนอยู่ในโครงการ ๕๕ โรง มีนักเรียนเข้าโครงการประมาณ ๖,๐๐๐ คน ดังนั้น การจัดทำโครงการนี้ในปี ๒๕๕๘ เป็นการขยายโครงการเดิมที่ดำเนินการอยู่แล้ว


๓. บริหารจัดการงบลงทุน

ขณะนี้เวลาได้ล่วงเลยเข้ามาสู่ไตรมาส ๓ ของปีงบประมาณ ๒๕๕๘ แล้ว สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษาที่ได้รับลงทุน (ค่าที่ดิน สิ่งก่อสร้าง ครุภัณฑ์)ไป และยังไม่สามารถจัดซื้อจัดจ้างได้ทันภายใน ๓๑ มีนาคมที่ผ่านมาคงต้องเร่งดำเนินการโดยด่วน ถึงด่วนที่สุดแล้วละครับ ขณะนี้รัฐบาลก็ได้ผ่อนคลายหลักเกณฑ์ให้สามารถดำเนินการได้คล่องตัวขึ้น สาเหตุสำคัญที่ก่อสร้างไม่ได้ซึ่งมี เรตติ้งสูงสุดเป็นอันดับ ๑ ก็คือ ราคากลางที่สำนักงบประมาณที่กำหนดไว้สำหรับก่อสร้างนั้นต่ำเกินไป บางแห่งประกาศไปแล้ว ๒-๓ ครั้งก็ไม่มีผู้รับจ้างคนใดสนใจ ถ้างบประมาณไม่พอมีวิธีแก้ไขที่นิยมใช้กัน ๓ วิธีครับ วิธีแรกของบประมาณเพิ่มเติม (มักไม่ค่อยได้ครับ) วิธีที่สอง หางบประมาณเพิ่มเติมเองด้วยการระดมทรัพยากรด้วยวิธีการที่หลากหลาย วิธีที่สาม ปรับลดรายการก่อสร้างบางส่วนลงให้สามารถสร้างได้ การปรับลดคงต้องให้ผู้ที่มีความรู้ในวิชาชีพเป็นผู้ปรับลดให้ เพื่อจะได้ไม่เป็นอันตรายและสามารถใช้การได้ คงต้องเร่งดำเนินการนะครับ ไม่เช่นนั้นคงมีปัญหาในการของบประมาณ ปี ๒๕๕๙ อย่างแน่นอนครับ

๔. งบอัตราจ้างชั่วคราว
ในแต่ละปี สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้งบประมาณมาสำหรับเป็นค่าตอบแทนอัตราจ้างชั่วคราวเกือบ ๕๐,๐๐๐ อัตราทุกปี และมีบางตำแหน่งที่สำนักงบประมาณให้งบประมาณมาเพียงปีเดียว คือ อัตราจ้างทดแทนการขาดครูขั้นวิกฤติ ทำให้ปีต่อๆมาจึงต้องหางบประมาณส่วนอื่นมาทดแทนให้ ปีงบประมาณ ๒๕๕๘ นี้ บางตำแหน่งก็ได้งบประมาณมา ๑๑ เดือน (อีก ๑ เดือน จะทำอย่างไรกันเนี่ย) ทุกๆปีจะได้รับงบประมาณมาครั้งเดียว ดังนั้นจึงสามารถจัดสรรให้สำนักงานเขตพื้นที่ได้ทั้งปีเพื่อนำไปจ่ายให้กับน้องๆอัตราจ้างได้ตลอดปี แต่ปีนี้งบประมาณจะโอนจัดสรรสองงวด งวดละ ๖ เดือน มีบางตำแหน่งเพิ่งโอนจัดสรรหลัง ๓๑ มีนาคม ดังนั้นสำนักงานเขตพื้นที่จึงยังไม่ได้ต่อสัญญาให้น้องๆในตำแหน่งดังกล่าว ซึ่งก็เป็นการดำเนินการที่ถูกต้องตามระเบียบพัสดุฯที่ยังไม่เห็นใบโอนจัดสรรก็ยังไม่สามารถดำเนินการได้ ยกเว้นจะเตรียมการไว้ หรือต่อสัญญาแบบมีเงื่อนไข ซึ่งเราเคยดำเนินการกันมาแล้ว น้องๆอัตราจ้างคงไม่ต้องกังวลใดๆทั้งสิ้นนะครับ ได้ต่อสัญญาแน่นอน ค่าตอบแทนที่ขาดไป ๑ เดือนสำหรับบางตำแหน่งก็คงไม่มีปัญหาครับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานต้องแก้ปัญหาได้ครับ และขออวยพรให้น้องๆอัตราจ้างที่จะไปสอบบรรจุเป็นครูผู้ช่วย ขอให้สอบได้นะครับ

คงพอแค่นี้ก่อนนะครับ ฉบับหน้าพบกันใหม่นะครับ

ดร.รังสรรค์ มณีเล็ก

รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน