สารจากโฆษก สพฐ. ฉบับที่ 12/2558

June 23, 2015 2:03 pm Uncategorized

สวัสดีครับท่านผู้สนใจข่าวคราวความเคลื่อนไหวทางการศึกษาทุกท่าน สารฉบับนี้ผมมีเรื่องราวมาเล่าสู่กันฟัง ดังนี้ครับ

ด้านโอกาสการเข้าถึงบริการการศึกษา

          ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา สพฐ. มีกิจกรรมที่ส่งเสริมการเข้าถึงบริการการศึกษาที่มีคุณภาพ ที่น่าสนใจ นั่นก็คือ การเสนอขอแก้กฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา 12 แห่ง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บุคคล ครอบครัว องค์กรชุมชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น มีความคล่องตัวในการจัดการศึกษามากขึ้น ได้รับสิทธิ์ตามกฎหมายจากรัฐ ในเรื่ององค์ความรู้ ในการเลี้ยงดูบุตรหลาน / จัดการศึกษา เงินอุดหนุนการจัดการศึกษา และการลดหย่อนภาษี ซึ่งจะเป็นแรงจูงใจให้ผู้จัดการศึกษากลุ่มต่าง ๆ มีกำลังใจในการจัดการศึกษาแก่บุตรหลานของตนเอง ในขณะเดียวกันนี้ได้มีการเสนอขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ในการจัดตั้งศูนย์การเรียนเฉพาะความพิการ ซึ่งเป็นไปตาม พ.ร.บ. การจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ พ.ศ.2551 ซึ่งคนพิการจะมีทางเลือกมากขึ้นในการเข้ารับการศึกษาตั้งแต่ระดับปฐมวัย การศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษา อุดมศึกษา และหลักสูตรระยะสั้น ซึ่งเดิมเรามีสถานศึกษารองรับคนพิการอยู่แล้ว แต่ไม่พอเพียง และไม่สามารถตอบสนองผู้พิการได้ทุกคน และทุกประเภทของความพิการ จึงเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้พิการที่จะได้รับการดูแลมากขึ้น ซึ่ง กพฐ. ก็เห็นชอบในหลักการดังกล่าวข้างต้นแล้ว

ด้านคุณภาพการศึกษา

          เป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งที่สถาบันระหว่างประเทศเพื่อพัฒนาการจัดการ หรือ International Institute for Management Development (IMD) ได้เสนอผลการจัดอันดับ การแข่งขันของประเทศไทย ปี 2015 ด้านการศึกษาไทยอยู่อันดับที่ 48 จาก 61 ประเทศ ซึ่งปี 2014 อยู่อันดับที่ 54 สมรรถนะด้านการศึกษา จะแบ่งเป็น 4 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 โอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษา กลุ่มที่ 2 คุณภาพการศึกษา กลุ่มที่ 3 การอุดมศึกษา และ กลุ่มที่ 4 การตอบสนองต่อภาคธุรกิจ ตัวชี้วัดย่อยที่ทำให้อันดับที่ของประเทศไทยสูงขึ้น ทางด้านการศึกษา ก็คือ งบประมาณภาครัฐที่ใช้ในการศึกษา อัตราการเข้าเรียนสุทธิ ระดับมัธยมศึกษา ความคิดเห็นต่อการตอบสนองความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของ ระบบการศึกษา อัตราการไม่รู้หนังสือของกลุ่มคนอายุ 15 ปีขึ้นไป

          กลุ่มที่ 1 มีผลการประเมินสูงสุด กลุ่มที่ 4 ซึ่งเป็นความเห็นของนักธุรกิจ มีผลการประเมินต่ำสุด ที่ประเทศไทยเคยถูกจัดลำดับเป็นลำดับที่ 8 ของอาเซียน แพ้ลาว กัมพูชา ก็เป็นข้อคำถามที่เป็นความเห็นคล้าย ๆ คำถามในกลุ่มที่ 4 นี่แหละ เช่น
1) ความคิดเห็นต่อการตอบสนองต่อความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของระบบการศึกษา
2) ความคิดเห็นต่อการตอบสนองความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย
3) ความคิดเห็นต่อการจัดการศึกษา สาขาบริหารจัดการที่ตอบสนองต่อความต้องการภาคธุรกิจ
4) ความคิดเห็นต่อทักษะการใช้ภาษา
5) ความคิดเห็นต่อการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ในโรงเรียน เป็นต้น
 .        ดังนั้น เวลามีการประเมินและจัดอันดับของประเทศในเรื่องต่าง ๆ ช่วยดูตัวชี้วัด และเกณฑ์การประเมินให้ถ่องแท้เสียก่อน เราจะได้ไม่ต้องตกใจกันนักหนาเหมือนที่ผ่าน ๆ มา

         ผมได้มีโอกาสไปร่วมกิจกรรมการประชุมใหญ่ของ สพป.ชัยภูมิ เขต 2 ในงานนี้ มีโรงเรียนมานำเสนอนิทรรศการ 6 โรงเรียน โรงเรียนบ้านโคกล่าม บริหารจัดการในการจัดการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม DLTV ดีเด่น โรงเรียนบ้านหนองไผ่ล้อม เด่นในเรื่องการส่งเสริมคุณธรรม , ส่งเสริมการอ่าน มีผลงานมากมาย อีก 4 โรงเรียน เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก คือ โรงเรียนบ้านโคกไพรวัน โรงเรียนบ้านเหล่ากาดย่า โรงเรียนบ้านโนนศิลาเหล่าเกษตร และโรงเรียนบ้านโปร่ง มารวมตัวกันเป็นแก้งคร้อโมเดล นักเรียนพูดภาษาจีน ภาษาอังกฤษเก่งมาก ซึ่งก็ทราบว่าได้รับความร่วมมือจากวิทยาลัยการอาชีพ ส่งคุณครูต่างประเทศมาช่วยสอนนักเรียน ซึ่งเป็นความร่วมมือกันในระดับพื้นที่ ซึ่งต้องขอชมเชยมา ณ โอกาสนี้

 ด้านการบริหารจัดการ

          หนึ่งในหลาย ๆ เครื่องมือที่จะช่วยให้การบริหารจัดการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ นั่นก็คือ ระบบข้อมูลสารสนเทศ ผู้บริหารหลายแห่งมีแต่ข้อมูล (Data) ไม่มีสารสนเทศ (Information) จำนวนนักเรียน จำนวนครู คะแนน O-NET ของนักเรียนแต่ละคน เป็นข้อมูล แต่ถ้าเป็นอัตราส่วนนักเรียนต่อครู นักเรียนต่อห้อง คะแนนเฉลี่ย O-NET จะเป็นสารสนเทศ สารสนเทศของหน่วยงานหนึ่ง อาจเป็นข้อมูลของอีกหน่วยงานหนึ่ง เช่น คะแนนเฉลี่ย O-NET ของโรงเรียน ซึ่งเป็นสารสนเทศของโรงเรียน แต่อาจเป็นข้อมูลสำหรับ สพท. และ สพฐ. หากมีการนำสารสนเทศดังกล่าว มาวิเคราะห์ใหม่ ระบบข้อมูลและสารสนเทศที่มีประสิทธิภาพ คือ ระบบที่มีข้อมูลและสารสนเทศที่ครอบคลุมพอเพียง ถูกต้อง เป็นปัจจุบัน ทันต่อการใช้งาน ขณะนี้ สพฐ. กำลังสังคายนาระบบข้อมูลและสารสนเทศใหม่ (จากการสำรวจ พบว่า ปัจจุบัน สพฐ. มีการเก็บข้อมูลถึง 47 ฐานข้อมูล)  โดยเชิญผู้รับผิดชอบฐานข้อมูลต่าง ๆ  ใน สพฐ.มาคุยกัน นำโครงสร้างฐานข้อมูลมาดูกันว่ามีข้อมูลใดที่เก็บซ้ำซ้อนกัน ข้อมูลใดที่มีประโยชน์น้อย แต่เป็นภาระมาก ซึ่งนอกจากจะลดทอนข้อมูลบางส่วนลงไปบ้างแล้ว ก็จะสร้างข้อตกลงกันใหม่ว่าหากสำนักต้องการข้อมูลใดจาก สพท. และโรงเรียน ให้มาดูก่อนว่าข้อมูลดังกล่าวมีการเก็บมาแล้วหรือยัง ถ้าเก็บมาแล้วก็ขอใช้เลยไม่ต้องเก็บใหม่ หากไม่ยอมทำตามข้อตกลงนี้ สพท. และโรงเรียนมีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธการให้ข้อมูลดังกล่าว เพราะถือว่าเคยให้ข้อมูลไปแล้ว เจตนารมณ์ดังกล่าวนี้ ก็เพื่อลดความซ้ำซ้อนในการเก็บข้อมูล ลดภาระในการให้ข้อมูล เรื่องนี้ไม่ใช่เพิ่งคิด เพิ่งทำ แต่พูดมานานแล้ว แต่ไม่ค่อยสำเร็จเป็นรูปธรรม จะลองดูอีกครั้งหนึ่งครับ

ศัพท์ที่ควรทราบ

          ผมเปิดหัวรายการนี้ขึ้นใหม่โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวม เรียบเรียง และเผยแพร่คำศัพท์ที่ควรทราบ ซึ่งจะพยายามหาคำศัพท์ทางการศึกษามานำเสนอให้มาก ๆ สาเหตุที่คิดจะนำเสนอเรื่องนี้ก็เนื่องจากในระยะหลัง ๆ นี้ มีบางคนที่เข้าใจคำต่าง ๆ คลาดเคลื่อน เช่น “คนขี้โกง” ก็บอกว่าเป็น “คนฉลาด” หรือ “คนที่ซื่อสัตย์ สุจริต” ก็บอกว่าเป็น “คนโง่” เป็นต้น ฉบับนี้เสนอคำศัพท์ 2 คำครับ คือ คำว่า “อัตลักษณ์ (Indentity)” และ “เอกลักษณ์ (Uniqueness)”

          อัตลักษณ์ (Identity) เป็นผลรวมของลักษณะเฉพาะของบุคคล หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ทำให้บุคคลนั้น หรือสิ่งนั้น เป็นที่รู้จัก จดจำได้ เป็นลักษณะที่เป็นหนึ่งเดียวไม่มีผู้ใดเหมือน หากพิจารณาในกรณีของสถานศึกษา ก็คือ ผลที่เกิดแก่ผู้เรียน ตามปรัชญา วิสัยทัศน์ พันธกิจ วัตถุประสงค์ ของการจัดตั้งสถานศึกษา

          เอกลักษณ์ (Uniqueness) เป็นผลลัพธ์ของความสำเร็จในการจัดการศึกษาที่สะท้อนให้เห็นเป็นลักษณะเด่น มีลักษณะเป็นหนึ่งของสถานศึกษา จุดเด่นดังกล่าวส่งผลให้มีความเป็นปัจเจกแตกต่างจากผู้อื่น หรือเป็นลักษณะเด่นขององค์กรที่ส่งผลให้ภาพรวมของบุคคล หรือองค์การ มีความเป็นปัจเจกแตกต่างไปจากผู้อื่น หรือเป็นผลลัพธ์ของความสำเร็จในการจัดการศึกษาที่สะท้อนให้เห็นเป็นจุดเด่น มีลักษณะเป็นหนึ่งของสถานศึกษา

           ที่มา : พจนานุกรมศัพท์ศึกษาศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน

สารฉบับนี้ คงนำเสนอเพียงเท่านี้นะครับ แล้วพบกันใหม่ในฉบับหน้าครับ

ดร.รังสรรค์ มณีเล็ก

รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน